กรณีตั้งกรรมมาธิการฟื้นค้าเสรียุโรปชง คณะรัฐมนตรี ทำต่อ

นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า เตรียมเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อรับฟังความคิดเห็นของทุกภาคส่วน เรื่องการจัดทำความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทย-สหภาพยุโรป (อียู) หลังจากที่ อียู ได้หยุดการเจรจาเอฟทีเอ อาเซียน-อียู แต่แสดงความสนใจที่จะจัดทำเอฟทีเอกับบางประเทศ ในกลุ่มอาเซียน รวมทั้งไทย การตั้งคณะกรรมการดังกล่าว
เป็นไปตามกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 190 ที่ต้องเปิดให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมกำหนดท่าทีในการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ นางพรทิวา กล่าวต่อว่า กระทรวงพาณิชย์ เห็นว่า อียู เป็นคู่ค้าและนักลงทุนที่มีมูลค่าการค้าและการลงทุนสูงเป็นอันดับหนึ่งของไทย การทำเอฟทีเอ จะช่วยรักษาส่วนแบ่งตลาดทางการค้าและการลงทุนของไทยกับอียูได้ อีกทั้งยังช่วยขยายตลาดสินค้าและบริการของไทย หากทุกภาคส่วนเห็นด้วยกับการเจรจาก็จะเดินหน้าต่อ แต่ถ้าไม่เห็นด้วยก็จะยุติเรื่องดังกล่าวไว้ สำหรับ องค์ประกอบของคณะกรรมการจะประกอบไปด้วยผู้แทนจากกระทรวงพาณิชย์ ผู้แทนจากภาคประชาสังคมที่มีบทบาทสำคัญในเรื่องต่างๆ เช่น สิทธิบัตรยาทรัพย์สินทางปัญญา และสิ่งแวดล้อมผู้แทนจากสมาคมผู้ประกอบการที่อาจได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีเช่น เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ผู้เลี้ยงกุ้ง และผู้ประกอบการขนส่ง และนักวิชาการ ก่อนหน้านี้ อียู ได้พยายามเปิดการเจรจาเอฟทีเอกับอาเซียน แต่มีปัญหากับอาเซียนบางประเทศ จึงได้ยุติการเจรจา และหันมาเจรจา เป็นรายประเทศแทน ซึ่งไทยเป็นหนึ่งเป้าหมายของอียู

เขียนโดย นายภักดี บุญมา รปศ.512 เลขที่ 27

กรณีนายกรัฐมนตรีเห็นชอบเกณฑ์สิ่งแวดล้อม-ใช้สิ้นปี

นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า คณะกรรมการ 4 ฝ่าย ได้ข้อยุติในการจัดทำร่างกฎระเบียบ วิธีปฏิบัติตามกฎหมายรัฐธรรมนูญปี 2550 ในมาตรา 67 วรรค 2 ในประเด็นว่าด้วยการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะได้ศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชนและจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียก่อน รวมทั้งได้ให้องค์การอิสระ ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนองค์การเอกชนด้านและสุขภาพ และผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากรธรรมชาติหรือด้านสุขภาพ ให้ความเห็นประกอบก่อนมีการดำเนินการดังกล่าว
โครงการที่มีผลกระทบรุนแรง ในเรื่องของการจัดทำหลักเกณฑ์การศึกษาผลกระทบ ด้านสิ่งแวดล้อม หรือ EIA และการจัดทำผลกระทบด้านสุขภาพ หรือ HIA การรับฟังความคิดเห็นประชาชน และผู้มีส่วนได้เสีย ซึ่งได้ยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรีไปแล้ว โดยคาดว่าจะนำเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุม คณะรัฐมนตรีได้ในสัปดาห์หน้า ก่อนส่งให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ออกเป็นประกาศต่อไป โดยคาดว่าจะใช้ได้ทันภายในปีนี้ ซึ่งภาคเอกชนจะสามารถนำไปยึดเป็นแนวทางปฏิบัติ เพื่อดำเนินโครงการลงทุนในพื้นที่มาบตาพุด ต่อไปได้ ด้าน นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย มองว่า ปัจจัยทางการเมืองเป็นปัจจัยที่ชุดรั้งความเชื่อมั่นของนักลงทุนมากกว่าปัญหามาบตาพุด ซึ่งรัฐบาลจะต้องดูแลสถานการณ์ทางการเมืองในช่วงปีใหม่ อย่าให้มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น

เขียนโดย นายพฤตินัย ยั่งยืน รปศ.512 เลขที่ 22

กรณีประชาชนใน 2 อำเภอของ จ.เชียงราย

ประชาชนใน 2 อำเภอของ จ.เชียงราย ปิดถนนสายหลักและชุมนุมประท้วงโครงการก่อสร้างโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าพลังชีวมวลสามารถกระทำได้โดยอ้างกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา63 ว่าด้วยบุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฏหมาย เฉพาะในกรณีการชุมนุมสาธารณะ และเพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ หรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงคราม หรือในระหว่างเวลาที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือประกาศใช้กฏอัยการศึก

เขียนโดย นายฐานันท์ ขวัญพะงุ้น รปศ.512 เลขที่ 8